บันทึกการเดินทาง เที่ยวดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขาง(Angkhang)

บันทึกการเดินทาง

การเดินทางออกหาประสบการณ์  มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแค่คุณมีเพียงสิ่งเดียวคือ ความอยากไปจริงๆ ไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรแค่ข้อเดียวก็ไปได้เลย  สักครั้งนะไว้เล่าให้หลานๆ ฟังตอนแก่

หลังจากคุยกับเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอกันประมาณสิบปีได้มั่งก็นัดหมายกันไปเที่ยวดอยอ่างขาง (ไม่เจอกันนานแต่ความบ้ายังคงที่เหมือนเดิม)

การเดินทางครั้งนี้เริ่มคืนวันศุกร์7 ธันวาคม

หลังเลิกงานนั่งรถตู้ไปหมอชิต โทรหาไอ้เล็กเพื่อนซี้ผลคือเพื่อนไปถึงก่อนเราประมาณชั่วโมง มันโทรมาถามว่าจะมาถึงก่อนสามทุ่มหรือเปล่าจะได้ซื้อตั๋วรถรอ รถเย็นวันศุกร์ติดมากๆ มาถึงหมอชิตก็สองทุ่งครึ่งขึ้นรถเสริมไปเชียงใหม่ลงที่อาเขตรถออกสองสามทุ่ม

เสาร์ที่8 ธันวาคม

                ถึงอาเขตประมาณหกโมงเช้าใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมงอากาศเย็นมาก มาถึงยืนงงๆ ว่าจะเอาอย่างไงระหว่างไปดอยอ่างขางเลยหรือว่าจองตั๋วรถไฟกลับ แต่อันดับแรกเข้าห้องน้ำก่อนแต่ห้องน้ำที่อาเขตเล็กมากได้แต่เข้าห้องน้ำแต่ไม่ได้แปรงฟันเพราะคนยืนแต่งตัวกันเต็มหน้าอ่างน้ำ ตกลงว่าให้น้องที่รู้จัก(ของเพื่อนนะ) มารับไปจองตั๋วรถไฟขากลับ(อันนี้เพราะว่าเราสองคนไม่เคยนั่งรถไฟอยากนั่งกันมาก) ได้ตั๋วรถวันจันทร์ที่10 ธันวาบ่ายสองห้าสิบ ในตั๋วเขียนว่าถึงปลายทางตีห้าครึ่ง

                มีตั๋วกลับแล้วแวะกินข้าวก่อนเลี้ยงข้าวน้องก้อง(คนมารับ) ทั้งๆที่ยังไม่แปรงฟันกินข้าวราดแกงของใต้ อร่อยดีไม่รู้ว่าอาหารอร่อยหรือเพราะไม่แปรงฟันนะ อยากรู้ก็ลองดูบ้างก็ได้นะ หลังกินข้าวเช้าอิ่มก็มานั่งรถบัสที่ท่ารถช้างเผือก ขึ้นรถเชียงใหม่ท่าตอน รถออกประมาณเก้าโมงเช้าแบกเป้ขึ้นหลังในกระเป๋ามีเสื้อผ้าชุดเดียว มือหิ้วเต้นท์นอน  ส่วนกระเป๋าเพื่อนมีชุดเดียวแล้วมีชุดนอนสองชุดสำหรับเราสองคนนั่งล่ะ  รถออกจากช้างเผือกใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงปากทางขึ้นดอนอ่างขางเป็นสามแยกลงหน้าวัดพอดี  แต่ตลอดการเส้นทางที่รถวิ่งทางเหมือนทางไปนาเลย หมู่บ้านบางบ้านยังเป็นธรรมชาติมากๆ  มีคนเดินตรวจตั๋วประมาณสามครั้ง  มีด่านตรวจต้องโชว์บัตรประชาชนอยู่ด่านหนึ่ง(นึกว่าจะให้ร้องเพลงชาติซะแล้ว) ตลอดการเดินทางเราจะได้ยินเสียงพูดคำเมืองตลอดทางแล้วก็ฟังไม่ค่อยออก  อุตส่าห์เค้าบอกให้ลงเพราะถึงปากทางดอยอ่างขาง เรายังได้ยินเป็นน้ำแข็งเลย55  ลงรถซ้ายมือคือวัดและทางขึ้นดอยก็อยู่ซ้ายมือ มาถึงก็แวะเข้าห้องน้ำที่วัด(จำชื่อไม่ได้ว่าวัดอะไร) ในวัดมีสองแถวให้เหมาขึ้นดอย มีรถบัสพาทัวส์มาเที่ยวจอดเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะยืนโบกรถตรงทางเข้าดอยมีรถตำรวจจะขึ้นดอยพอดีเลยติดรถขึ้นไปด้วยมีสมาชิกที่ไปรถคันเดียวกันเจ็ดคนมีผู้หญิงสามคน จากปากทางประมาณ 25 กิโลก็ถึงป่าสนที่ให้กางเต็นท์ของสถานีเกษตรดอยอ่างขางมีผู้ชายหนึ่งคนลงที่นั่นเค้าก็มีอุปกรณ์การนอนพร้อม  ส่วนเรากับเพื่อนก็ลงที่สถานีตำรวจบนดอยถึงที่นี่ประมาณบ่ายโมงแล้วที่เค้าให้กางเต็นท์คือ ป่าสนก่อนถึงประมาณห้ากิโลเมตรเสียค่ากางเต็นท์ , ที่ให้กางฟรีก็อนามัยบนดอย โรงเรียนบ้านคุ้มหน้าสถานีฯ อันนี้เสียเงินนิดหน่อยช่วยน้ำไฟโรงเรียน แต่ที่เราเลือกกางเต้นท์นอนคือหลังสถานีตำรวจนั่งเองฟรีมีห้องน้ำให้อาบอันนี้ก็กางฟรีนะ

 จัดการกางเต้นท์เรียบร้อยไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่เพราะอากาศเย็นเก็บของเข้าเต้นท์เสร็จก็ออกไปเดินเล่นซื้อตั๋วเข้าชมสวนเดินถ่ายรูปดอกไม้ใบหญ้า ผักไปเรื่อยระหว่างทางเดินจะเห็นมีชาวเขานำสินค้ามาวางขาย  และทางดอยมีให้เช่าจักรยานปั่น  เราเดินสักพักแต่เดินไม่ค่อยทั่วก็ออกมาถามคนขายตั๋วว่าพรุ่งนี้มาเที่ยวอีกได้ไหมโดยให้ตั๋วเดิม เค้าใจดีบอกว่าได้พรุ่งนี้มาก็บอกว่า เมื่อวานมาเย็นมาแล้วเที่ยวไม่ทั่ว (แต่จริงๆ จะให้ไปทั่วก็ได้นะแต่มันเหนื่อยเหมือนกัน กะว่าจะพูดเล่นๆ พอเค้าให้ก็เอาจริง) แวะหาอะไรกินได้ไข่สี่ใบกับมันปิ้งมานั่งกินที่เต้นท์

ประมาณหกโมงมาอาบน้ำ ดีใจสุดๆว่ามีน้ำอุ่นให้อาบ บนดอยน้ำอุ่นเค้าใช้แก๊ชเป็นถังๆ บังเอิญตอนเราอาบแก๊ชหมด  น้ำเย็นมากจะให้บรรยายคงต้องบอกว่า น้ำที่อาบเหมือนมีน้ำแข็งแช่อยู่ข้างในอาบขันแรกเย็นมากอยากจะร้องดังๆเลย พอขันต่อๆมาเริ่มไม่มีความรู้สึกอะไรเพราะมันชาไปหมด พออาบเสร็จนี่สิหนาวสุดๆ  อาบน้ำเสร็จพี่ๆตำรวจที่เรานั่งรถมาด้วยชวนให้นั่งคุยด้วยกันดึกไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งคุยกับพวกพี่ๆ  ในกลุ่มก็เลยมี ตำรวจสองนายคือ พี่โอ(คนช่วยรับเรามาด้วย) พี่ชาตรี (คนหล่อของเพื่อนเรา) หมอประจำอนามัยชื่อ เก๊บ (ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่านะ) ชาวเขาชื่อไทยคือ ยินดีต้อนรับ และเราสองสาว นั่งเม้าท์กับพวกพี่เค้าได้รู้อะไรเยอะๆ ได้ฟังเรื่องตลกจากชาวเขาแบบเสียงซาว์แทรค  ได้นั่งฟังคำเมืองจากตำรวจและหมอ พี่โอและพี่ชาตรีเป็นคนเชียงรายและเชียงใหม่ ส่วนหมอเป็นคนภาคอีสานมาทำงานที่นี่สามปีแล้วพูดคำเมืองได้เก่งมาก  พี่โอบอกเราว่าเช้ามีคนเหมารถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเราสองคนขอติดรถไปด้วยนัดกันไว้หกโมงเช้า คืนนั้นเราเข้านอนกันประมาณสามทุ่ม

อาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม

                ตื่นตีห้าห้าสิบมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วโดดขึ้นนั่งหลังรถกระบะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เราว่าก็งั้นๆ นะแวะกินปาท่องโก๋ ซาลาเปาและกาแฟบนนั่น แล้วไปดูทะเลหมอกต่อ  อันนี้เราว่าสวยดีแต่คนเยอะเราก็ไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองกับทะเลหมอกและพระอาทิตย์เลย หลังจากดูเสร็จก็แวะมาที่สุดเขตชายเดนไทยพม่า ระหว่างรถวิ่งก็ถ่ายรูปไปด้วยได้บรรยากาศมากๆ นั่งหลังก็ดีอย่างนี้ล่ะ มีเด็กดอยเดินไปโรงเรียนระหว่างทางโบกมือให้ตลอดทางน่ารักสุดๆ แล้วดูพวกเค้าจะดีใจที่เราโบกมือให้แล้วเค้าก็ยินดีโบกมือกลับกันทุกคน กลับมาถึงที่พักประมาณแปดโมงกว่าๆ แวะกินมันเผาอีกแล้ว วิ่งไปเอาบัตรเข้าชมสวนที่เต้นท์เข้าฟรีอีกวัน พอไปถึงเช่าจักรยานปั่นกันตั้งแต่เช้าแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เข้าไปข้างในถึงสวน 90 ต้นไม้ยังไม่สวยเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ถ่ายมาให้ดีนี่ล่ะ  กลับออกมาเกือบบ่ายโมงเดินไปเล่นที่โรงเรียนบ้านคุ้มเห็นคนเก็บเต้นท์กลับกันเยอะเลย และมีคนบอกว่าคืนวันเสาร์ที่เราพักกันมันหนาวประมาณ ห้าองศา และวันนี้มันแค่เจ็ดองศาเอง  แวะกินกาแฟซื้อของฝาก แล้วกลับมานอนเล่นที่เต้นท์ตลอดบ่ายเลยประมาณห้าโมงเย็นออกมากินข้าวตามร้านค้าหน้าอ่างขางวิลล่า สั่งข้าวต้มกุยสองถ้วย ผัดผักรวม ผัดยอดฟักแม้ว และก็แกงจืดสาหร่าย  กินกันอย่างอร่อยเพราะผักเค้าสดปลูกกันเอง แล้วพอคิดเงินถูกมากๆ แถมได้เยอะมากคือมาแบบเต็มจานเลย  อาจจะกินอีกจานแต่อิ่มสุดๆ  กลับมาอาบน้ำอากาศวันนี้ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อาบแบบสบายๆ เสร็จแล้วก็นั่งเม้าท์กันที่เต้นท์ เพื่อนกินเบียร์สองกระป๋องส่วนเรากินโค้กแต่ความเมากับบ้าพอๆกันเลย ประมาณสามทุ่มก็หลับกัน

จันทร์ที่ 10 ธันวาคม

                ตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟัน เต้นท์ยังเปียกน้ำค้างแต่เราก็ต้องรีบเก็บเพราะต้องใช้เวลาลงดอยสี่ถึงห้าชั่วโมงไปขึ้นรถไฟ ตอนเก็บเต้นท์มือเย็นมากชาจนเจ็บมือเหมือนเราเอามือแช่น้ำแข็งตลอดเวลา อยากรู้เป็นไงลองเอามาแช่มือดูดิ  ขากลับก็ได้อานิสงค์จากพี่ที่พาครอบครัวมาเที่ยวเหมารถพี่ชาตรีไปส่งให้เราสองคนติดรถลงดอยด้วยเพราะยืนโบกรถเท่าไหร่ยังไม่มีใครลงดอยเลยที่โบกได้เค้าก็ไปไม่ถึง

                มาถึงสถานีรถไฟกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็ใช้เวลาประมาณสิบสี่ชั่วโมง ใครว่าด่านขุนตาลสวยเราผ่านตอนประมาณบ่ายสี่โมงไม่เห็นว่าจะสวยเลย  มาถึงกรุงเทพได้เหนื่อยมากๆ ได้เห็นชีวิตคนที่ขึ้นรถไฟหลากหลาย  สุดท้ายก็ต้องลางานครึ่งวันเพราะไปทำงานไม่ไหว ตัวเหม็นมาก อยากอาบน้ำแล้วนอนสักเงียบเพราะตลอดสิบสี่ชั่วโมงนอนไม่ถึงสองชั่วโมงเลย…. บ่ายมางานเยอะมากๆ  กลับมาสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง

                รวมค่าใช้จ่ายที่ไปเที่ยว (เผื่อใครบางคนอยากทำเหมือนเราบ้างสักครั้ง)

ค่ารถทัวส์ กรุงเทพ เชียงใหม่                        558

ค่ารถไฟ  เชียงใหม่กรุงเทพ                          271

ค่ารถ เชียงใหม่ ท่าตอน  ไปกลับ                  150        

ค่ารถพี่ตำรวจตอนขึ้นดอย                                   60

ค่าธรรมเนียมเที่ยวบนสถานีเกษตรฯ                 50

ค่าเช่ารถจักรยานชั่วโมงละ                                 50

ผัดผักรวมจานละ(อร่อยมากเยอะด้วย)              20

ผัดยอดฟักแม้วจานละ(นี่ก็อร่อย)                       25

แกงจืดสาหร่ายถ้วยละ                                          50

ข้าวต้มกุ๋ย                                                                 10

มันเผ่าสี่ลูก                                                              20

ไข่ปิ้ง                                                                        20

อื่นๆ อีกรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายครั้งนี้ใช้งบน้อยจริงๆ ก็ประมาณ 1,500 บาท

…………………………..โดย  .ขนิษฐา "นิดเอง"………………………

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

5 ตอบกลับที่ บันทึกการเดินทาง เที่ยวดอยอ่างขาง

  1. panichaya พูดว่า:

    คิดว่าจะไปเที่ยวตอนปีใหม่นี้ค่ะ 31/52 – 3/53เดินทางโดยรถโดยสารเช่นกันค่ะแล้วจะมีรถโบกหรอค่ะ ช่วงปีใหม่อะค่ะมีที่เที่ยวที่ไหนแนะนำบ้างค่ะอยากเห็นแม่คะนิ้งมากเลย จะได้เห็นไหมค่ะ

  2. Own_ พูดว่า:

    ไม่ต้องห่วงรถมีให้โบกขึ้นดอยเยอะจ๊ะ ยิ่งเทศกาลท่องเที่ยวไม่ต้องห่วง ถ้าไม่มีก็มองๆตรงทางขึ้นล่ะจะมีกลุ่มคนรอโบกอยู่ ไม่งั้นก็อาจจะมีพี่ตำรวจเอารถส่วนตัวจอดอยู่ก็จ่ายตังค์ช่วยค่าน้ำมันคนละ50-60บาทก็คุ้มนะเพราะมันไกล อีกอย่างเกือบถึงหน้าสถานีเลยเดินอีกไม่กี่ก้าวจ๊ะ

  3. ๏̯͡๏ J-zurzAwA-™-๏̯͡๏ พูดว่า:

    เท่วได้ คุ้ม + สะ-แด่ว อีกแล้ว อะเอ เป็นทริปของปีนี้หรอคะ เพราะ 7 ธ.ค. 52 เป็นวัน จ. ^^

  4. Own_ พูดว่า:

    พี่เจนิดไปมาได้สองปีแล้วมั้งเนี่ย หุหุ คิดถึงมันเหมือนกันที่เที่ยวสวยๆกับเพื่อนบ้าๆหนึ่งคนก็พอแล้วเนอะ

  5. ๏̯͡๏ J-zurzAwA-™-๏̯͡๏ พูดว่า:

    บรรยากาศแบบนี้คงมีไม่ได้บ่อยๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s